Dual Sidebar Page

A sample page description

MBA เป็นหลักสูตรที่น้องที่มีประสบการณ์ทำงานมาบ้างแล้วต้องการจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศมากที่สุดหลักสูตรหนึ่งในจำนวนหลักสูตรปริญญาโททั้งหลาย มีหลายมหาวิทยาลัยในอังกฤษหลายแห่งเลยที่มีการเปิดสอนหลักสูตร MBA หนึ่งในนั้นก็คือ Durham University มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ และยังเป็นมหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน Ranking ดี ๆ เสมอมา
เรามาดูกันดีกว่าว่าหลักสูตร MBA ที่ Durham นี้เค้าสอนกันยังไง ทำไมถึงได้อยู่ใน Ranking ตลอด

เริ่มกันที่นักเรียนในคลาส ที่ Durham หลักสูตร MBA จะมีนักเรียนประมาณ 50-60 คนต่อปี โดยคนเอเชียในคลาสมีประมาณ 35% นอกนั้นอีก 65% จะเป็นนักเรียนที่มาจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อเมริกา และแอฟริกา อย่างในปี 2018 มีคนไทยเรียนอยู่ในคลาสประมาณ 3 คน โดยการคัดเลือกนักเรียนของที่นี่จะใช้เกณฑ์ความหลากหลายทางด้าน Background คือ นักเรียนทุกคนไม่จำเป็นต้องจบบริหารมา แต่ว่าทำงานอยู่ใน Field บริหารในสาขาอาชีพต่าง ๆ กันไป เพราะการเรียน MBA คือการเรียนพร้อมกับแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานที่ทุกคนในห้องเคยพบเจอมาแล้วนำมาแชร์กัน คือนอกจากจะได้เรียนจากอาจารย์แล้วก็ยังได้เรียนรู้จากเพื่อนในห้องไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ใครที่อยากมาต่อ MBA ต้องมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนนะคะ

สัปดาห์แรกของการเรียน MBA ที่ Durham เริ่มต้นขึ้นด้วยการไปเข้า Boot Camp ที่ Lake District สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็น National Park อยู่ใกล้ ๆ กับ Durham University เป็นเวลา 3 วัน เพื่อให้นักเรียนได้ทำความรู้จักกันผ่านกิจกรรมต่างๆที่ไม่ได้เป็นไปในเชิงวิชาการมาก มีการเล่นเกมส์ผ่านฐานต่าง ๆ กิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมไปถึงมีการทำ Presentation ผลงานในวันท้าย ๆ กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการเน้นให้นักเรียนในคลาสที่มาจากทั่วโลกได้รู้จักและสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น เป็นการเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนจริงในคลาส MBA ที่จะต้องมีการร่วมกันแสดงความคิดเห็นในห้องเรียนอย่างมาก หลักสูตร MBA ที่ Durham จะมีให้เลือก Pathways หรือ “สาขา” ด้วยกัน 3 สาขา คือ Entrepreneur, Technology และ Consultancy โดยนักเรียนสามารถเลือกมาก่อนแล้วมาเปลี่ยนเป็นสาขาที่สนใจมากกว่าตอนเทอม 2 ก็ได้ โดยในเทอมที่ 1 ทุกคนจะเรียนวิชาเหมือนกัน เบสิคหลัก ๆ คือ Marketingและ Accounting พอเข้าสู่เทอมที่ 2 น้อง ๆ นักเรียนจะเลือก Pathways ที่ตัวเองสนใจมากที่สุด 1 ใน 3 ที่กล่าวมาแล้วข้างบน การเรียนในเทอม 2 จะมีวิชาบังคับที่ต้องเรียนทุกคนคือ International Business in Context เป็นการศึกษาธุรกิจในประเทศเฉพาะ อย่างปีนี้ก็จะมีประเทศเยอรมัน สเปน และจีน โดยนักเรียนทุกคนจะต้องเลือกประเทศใดประเทศหนึ่งที่ต้องการจะศึกษาและเรียนภาษาของประเทศนั้น ๆ ด้วย เนื่องจากมหาวิทยาลัยจะพาไปดูงานเพื่อนให้นักเรียนได้เข้าใจการทำธุรกิจ และ Culture ของประเทศนั้นอย่างลึกซึ้ง วิชานี้จะมีโปรเจคให้นักเรียนได้ทดลองทำธุรกิจจริง ๆ ผ่าน Stimulation ด้วย

ต่อไปเป็นการเลือก Pathways เพื่อเรียนอย่างเจาะลึกลงไปในสาขาวิชาที่นักเรียนสนใจมากที่สุด มีการไปดูงานตามที่ต่าง ๆ เช่น Entrepreneur จะได้ไปดูงานที่ Dublin, Ireland เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องบริษัท StartUp น้อง ๆ ที่เลือก Consultancy ก็จะได้ไปดูงานที่ Amsterdam, Netherland โดยจะได้ไปดูทั้ง Amsterdam Business School และ บริษัท Consalt Firm ขนาดเล็กอย่าง The House of Performance เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจระบบของบริษัทในทุกกระบวนการ ส่วนใครที่เลือก Technology สามารถเลือกได้ว่าจะไปดูงานที่ London หรือ Dublin ก็ได้

การเรียนในคลาส Pathways จะเป็นการเรียนที่เข้มข้นมาก นักเรียนทุกคนต้องอ่าน Case Study ก่อนเข้าห้องเรียนและต้องแสดงความคิดเห็น พร้อมกับจดบันทึกด้วยว่าเพื่อนในห้องพูดอะไรไปบ้าง และคิดเห็นอย่างไรต่อความคิดเห็นของเพื่อนในห้อง และสิ่งที่หาไม่ได้จาก MBA ที่อื่นก็คือคลาส Boardroom Exercise ที่เป็นการจำลองห้องประชุมจริงขึ้นมาโดยนักเรียนแต่ละคนจะได้รับบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ กันไป จากนั้นจะเข้ามา Discuss กันจริง ๆ เพื่อเป็นการฝึกสกิลสำคัญต่าง ๆ ที่ผู้บริหารควรจะมี อย่างเช่น Negotiation Skill ซึ่งเป็น Soft Skill ที่สำคัญมาก ๆ ต่อผู้บริหารทุกคน

นอกจากนี้ยังมีการให้ความช่วยเหลือทางด้านการหางานในอนาคต คือ จะมีทีม Support ที่เราสามารถไปปรึกษาได้ว่าอยากทำงานสายงานนี้จะต้องเตรียมตัวสมัครอย่างไร ช่วยตรวจสอบ CV ให้ โดยเป็นการให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัวเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการจัด Meeting with Deans เพื่อให้เราได้ Feedback กลับไปว่าโปรแกรม MBA ของ Durham เป็นอย่างไร เรียนแล้วชอบตรงไหนไม่ชอบตรงไหน
เพื่อคณะจะได้นำไปปรับปรุงให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้น้อง ๆ จะเห็นได้ว่าโปรแกรม MBA ของ Durham นี้ เรียนอย่างเข้มข้นและมีคุณภาพสูงมาก จะไม่แปลกใจเลยที่ใคร ๆ ก็อยากเรียน MBA ที่นี่ ถ้าน้องคนไหนสนใจจะมาเรียนต่อ MBA ที่ Durham University ก็สามารถติดต่อพี่แมงโก้มาได้เลยนะคะ พี่แมงโก้พร้อมให้คำปรึกษาฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ค่า

มหาวิทยาลัยเดอแร่มเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอังกฤษรองจาก Oxford และ Cambridge และมีชื่อเสียงมายาวนาน และเป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงโด่งดังในประเทศอังกฤษเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่า หากว่าคนอังกฤษนั้นเข้า Oxford หรือ Cambridge ไม่ได้แล้วมหาลัยต่อไปที่เค้าจะเข้าก็คือ Durham University นี่แหล่ะค่ะ ตัวเมือง Durham ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ โดยใช้เวลาในการเดินทางจากลอนดอนทางรถไฟ 3 ชั่วโมง จากสถานี King Cross โดยการเดินทางนั้นจะผ่านไปเส้นทางเดียวกับ York และมุ่งหน้าไปยัง Edinburgh สำหรับรถไฟสาย Eastern Line นี้ บนรถไฟจะมีปลั๊กไฟ รวมถึงอาหารและเครื่องดื่มให้เลือกซื้อได้ ดังนั้นช่วงเวลา 3 ชั่วโมงบนรถไฟจึงเป็นการเดินทางที่สบายๆ คล้ายๆ กับกรุงเทพ-หัวหิน ค่ะ
เมื่อเดินทางออกจากสถานีรถไฟเพื่อมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัย Durham ต้องบอกก่อนเลยว่า รู้สึกถึงความแตกต่างจากเมืองอื่นๆทันที เพราะเป็นเมืองที่สวยงาม มีตึก สถาปัตยกรรมและมีประวัติศาสตร์มียังคงให้เราได้ชื่นชมอยู่ทั่วไปในเมือง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเมืองในส่วน Midland ที่อาจจะโดนทำลายไปในสมัยสงครามโลก หรือ เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ ที่ทำให้หาความสวยงามแบบ Durham ได้ยากนัก ระหว่างทางไป Durham University เราจะผ่านสถานที่สำคัญของเมืองนั่นก็คือ Durham Cathedral ซึ่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ใจกลางเมือง และมีแม่น้ำพาดผ่าน ที่ตอนเห็นรูปสวยยังไง ของจริงสวยกว่าสิบเท่าเลยค่ะ ตัว Campus ของมหาวิทยาลัย Durham นั้น กระจายอยู่ส่วนต่างๆของเมือง หรือจะเรียกว่า เมืองนี้ก็คือมหาวิทยาลัยก็คงจะไม่ผิด โดยจะมี 2 Campus ใหญ่ๆ นั่นคือ Science Site เป็นที่ตั้งของ Law School, Business School และคณะทางวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็น Physics หรือ Engineering และ Queen Campus สำหรับส่วนของนักเรียน Undergraduate โดยภาควิชา Marketing จะมีตึกเรียนและ facilities ที่แยกออกไปจากส่วนของ Business school อีกเช่นกัน
สิ่งที่คนพูดถึงกับบ่อยๆคือ Durham นั้งเป็นหนึ่งในไม่กี่มหาลัย (รวมถึง Oxford และ Cambridge) ที่ยังใช้ระบบ College system นั่นก็คือ นักเรียนทุกคนจะถูก assign เข้า College แบบในเรื่อง Harry Porter นั่นหล่ะ เหมือนกับที่แฮรี่ได้เข้ามาอยู่ที่บ้านกริฟฟินดอร์ และในบ้านก็จะมีรุ่นพี่รุ่นน้องที่คอยดูแลกัน และมีการแข่งกีฬา ทำกิจกรรมระหว่างแต่ละ College ที่ Durham ก็เช่นกันค่ะ มีกิจกรรมมากมายรอให้น้องไปเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นกีฬา หรือพี่รหัสน้องรหัส (mentoring programme) รับรองได้ว่าการเรียนที่ Durham University จะทำให้น้องได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่แบบที่หาที่ไหนไม่ได้อีกเลยหล่ะค่ะ ถามว่าความเป็นอยู่ของนักเรียนที่เมืองเดอแร่มนี้เป็นยังไง บอกได้เลยว่าที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่ฮิตมากสำหรับคนอังกฤษ เพราะชีวิตในมหาวิทยาลัยที่เป็นระบบ College system มันสนุกมากจริงๆ นอกจากนี้ lifestyle ในเมืองเดอแร่มนั้นก็มีทั้งความปลอดภัย ความน่ารักๆแบบผู้ดีอังกฤษ และยังมีความชิคๆคูลๆเพราะด้วยด้วยความที่เป็นเมืองมหาลัยจึงมีร้านคาเฟ่ที่ตอบโจทย์นักเรียนไทยอย่างเราด้วยเช่นกัน ที่สำคัญคือที่เดอแร่มนั้นมีร้านอาหารไทยที่อร่อยมาก(บางคนบอกว่าอร่อยกว่าในลอนดอนอีกนะ) หรือจะทำอาหารเองที่บ้านที่เดอแร่มก๋มี Asian Supermarket ให้ซื้อหาวัตถุดิบกันโดยสะดวก สำหรับเด็กเดอแร่มที่รักแสงสีก็สามารถจะแวะไปเที่ยวเล่นที่ Newcastle ได้ เพราะอยู่ห่างกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลย เรียกได้ว่าอยู่เดอแร่มไม่ต้องกลัวเหงา มีทุกอย่างที่เราต้องการแน่นอน
หลักสูตรที่เป็นที่นิยมสำหรับเด็กไทยก็คงหนีไม่พัน LL.M. ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางถึงคุณภาพของอาจารย์และการเรียนการสอน นอกจากนั้นยังมีตัวหลักสูตรของ Business School ไม่ว่าจะเป็น MSc Finance, Accounting, Marketing, Management และ MBA ซึ่งมีความโดดเด่นในการเน้นการนำความรู้ไปปฏิบัติใช้ในชีวิตจริง เช่นตัว module – boardroom activity และตัว final project ที่นักเรียนสามารถเลือกที่จะทำ consulting project (หรือจะเป็น traditional thesis ก็ได้) นอกจากนี้นักเรียนยังมีทางเลือกที่จะเรียน 15 เดือน เพื่อทำ internship หรือ ใช้เวลาเพื่อหางานในประเทศอังกฤษหลังจากเรียนจบได้อีกด้วย
Congregation at Durham University
งานรับปริญญา หรือที่เรียกกันว่า Congregation ของ Durham จะจัดใน 2 ช่วงเวลาของทุกปี คือ Summer Congregation (ช่วงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม) และ Winter Congregation (ช่วงเดือนมกราคม) โดยนักเรียนสามารถลงทะเบียนเลือกรับช่วง Summer หรือ Winter ก็ได้
บรรยากาศงานรับปริญญาที่ Durham หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆในประเทศอังกฤษจะค่อนข้างเรียบง่ายมากกว่างานรับปริญญาของไทยเรา ผู้หญิงไม่ต้องมีตื่นมาแต่งหน้าทำผมตั้งแต่ตีสี่ตีห้า แต่งตัวแค่ให้เรียบร้อย สบายๆเรียบๆง่ายๆก็พอแล้ว โดยงานรับปริญญาจะจัดขึ้นที่ Durham Cathedral โดยนักเรียนจะต้องรายงานตัวที่ the Great Hall of the Castle ก่อนพิธีเริ่ม 1 ชั่วโมง 10 นาที
สำหรับขั้นตอนของพิธีการนักเรียนจะได้รับปริญญาจากอธิการบดี โดยนักเรียนผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคนจะได้รับสิทธิในการเชิญญาติหรือเพื่อนเข้าชมพิธีได้ 2 คน และสามารถขอเพิ่มเติมได้อีก 2 คน โดยจะต้องลงทะเบียน online เพื่อจองบัตรเข้าชมพิธีล่วงหน้า และทางมหาวิทยาลัยจะจัดเตรียมที่นั่งไว้ให้ การจัดตารางเวลาการเข้ารับปริญญาจะจัดเป็นรอบๆขึ้นอยู่กับคณะ การรับปริญญานั้นจะใช้เวลาในแต่ละรอบไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังจากนั้น ในแต่ละ college และคณะจะมีการจัดงานฉลองการรับปริญญา เพื่อเปิดโอกาสให้เหล่านักเรียนได้ฉลองกับเพื่อนๆและอาจารย์อีกด้วย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยและหลักสูตรได้ที่ตัวแทนอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัย Durham ได้ที่โทร 085-144-8808 หรือทางไลน์@ Mangolearning
ตามธรรมเนียมชาวอังกฤษแล้วจะมีจิบน้ำชากับของว่างยามบ่าย หรือ afternoon tea บล็อคนี้เลยไม่พลาดที่จะพาไปชิม afternoon tea ณ ร้านเก่าแก่สไตล์อังกฤษ ซึ่งร้านนี้ก็อยู่ใกล้ๆกับ Kew Gardens จึงต้องบอกว่าไปเที่ยว Kew Gardens แล้วก็ต้องไม่พลาดที่จะแวะร้านThe Original Maids of Honour โดยร้านนี้มีประวัติความเป็นมากว่า 150 ปีแล้ว ภายในร้านก็ตกแต่งสไตล์วินเทจน่ารักๆ บรรยากาศโดยรวมดีมาก เหมาะแก่การนั่งจิบชา กินขนม และถ่ายรูปสวยๆ ในการกิน afternoon tea นี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาเป็นเซ็ต cream tea หรือ high tea ถ้าเป็น cream tea ก็จะให้เลือกชาหรือกาแฟ ซึ่งชาที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลายชนิด เช่นชาประเภท black tea และ fruit tea แล้วก็จะเสิร์ฟพร้อมขนม scone ที่มาคู่กับ clotted cream และ strawberry jam โดย scone ที่นี่ก็เลือกได้ว่าจะเอาแบบ plain หรือ fruit scone หรือจะเลือกเป็นขนมอื่นๆของร้านก็ได้ ซึ่งส่วนมากที่เลือกกันก็คือขนมที่มีชื่อเรียกอย่างเดียวกับร้าน นั่นก็คือขนม maids of honour หรือเรียกอีกอย่างว่า ขนมต้องห้าม ซึ่งขนมนี้มีประวัติความเป็นมาว่าเป็นขนมสำหรับราชวงศ์เท่านั้น มีการเก็บสูตรไว้เป็นความลับเพื่อไม่ให้ขนมที่แสนอร่อยนี้หลุดรอดออกมาให้คนภายนอกได้ชิม โดยเจ้าขนมชิ้นนี้มีหน้าตาคล้ายๆทาร์ตไข่ ทำจากแป้งพัฟ และมีเนื้อครีมที่หวานๆหอมๆนุ่มๆอยู่ตรงกลาง กินกับชาหรือกาแฟได้เพลินๆเลย ส่วน set high tea นั้นจะมีเพิ่มเติมจาก cream tea เข้าไปคือมีแซนวิชมาด้วย และขนมก็จะได้ทั้ง scone และ ขนมอื่นๆ ตามแต่เราจะเลือก และราคา set high tea นี้ก็จะแพงกว่า นอกจากเมนูประเภท afternoon tea นีแล้ว ที่ร้านนียังให้บริการ breakfast lunch และ dinner ด้วย นอกจากนี้ยังมีพวกพายต่างๆให้เลือกชิมอีกด้วย แต่ถ้าอยากทาน lunch หรือ dinner บางทีอาจจะต้องจองโต๊ะไว้ก่อน เพราะลูกค้าค่อนข้างเยอะ ซึ่งการเดินทางมาร้านนี้ก็เช่นเดียวกับการเดินทางไป Kew Gardens และถ้านั่ง bus มาแล้วต้องการแวะร้านนี้ก็ลงได้ที่ป้าย Kew Road ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามร้านเลย
P’Chaeng
  • Msc. Finance (Accounting and Finance), Durham University (class of 2014)

วันนี้เป็นโอกาสดีที่พี่แชงบัณฑิตหมาดๆ จะมาแชร์ประสบการณ์สดๆร้อนๆในการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัย Durham ในสาขา MsC. Finance (Accounting and Finance)
พี่แชงเล่าข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเมืองและมหาลัยให้ฟังหน่อยค่ะ
ต้องขอพูดรวมเพราะเมืองนี้มหาลัยกับเมืองแทบแยกกันไม่ออก ชอบเมืองนี้มาก สงบ ไม่วุ่นวาย ไปเที่ยวเมืองไหนของอังกฤษกลับมาก็คิดถึงเมืองนี้ สงบขนาด Burger King มาเปิดยังเจ๊ง Durham เป็นเมืองเหมืองถ่านหินมาก่อน แน่นอนบ้านนอก ภูเขาลาดชัน (แต่น้อยกว่าแถวๆ Scotland) อากาศจะเย็นกว่าภาคใต้ของอังกฤษ เพราะมีลมตีหน้าชาตลอด กิจกรรมประจำวันของเจ้าของกระทู้คือวิ่งออกกำลังกายเข้าป่า สามารถเดินได้ทั่วเมืองแต่แอบเหนื่อยหน่อย เดินไปเรื่อยๆ ลมปลิวๆ เหงื่อไม่ออก แต่หายใจรัวรัวช่วงขึ้นเนิน ใช้เวลาครึ่งวันก็เดินทั่วเมือง
นักเรียนไทยที่นี้จะค่อนข้างน้อย ปีละประมาณ 20-30 คน และส่วนมากเป็นนักเรียน law ด้าน finance จะน้อย ประมาณ 5 คน หรือต่ำกว่านี้
ข้อดีเมืองนี้คือ วิวสวย จุด peak อยู่ที่ปราสาทบนเขากลางเมือง (หมดจุดนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว) มีแม่น้ำ สะพานหินน่ารัก เป็นเมืองท่องเที่ยวของคนอังกฤษ มีของทุกอย่างที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (มี Tesco M&S Wilkinson) ถ้าจะ shopping เสื้อผ้า ก็นั่งรถไฟไป Newcastle เพียง 10 นาที เทียบกับแถบลอนดอนแล้วจะประหยัดกว่าเพราะร้านค้าน้อย ลดกิเลสไปส่วนหนึ่ง แต่ก็ช่วยประหยัดได้ไม่มาก เพราะเพื่อนๆ ที่อยู่ที่นี่ซื้อ online ไม่พอใจก็ส่งคืน เที่ยวกลางคืนก็ไม่น่ากลัว เดินกลับหอคนเดียวกลางดึกได้ สถานบันเทิงมีให้เลือกหลายกลุ่มเป้าหมาย เช่น ที่นี้เป็นที่ของป้าป้าลุงลุง อีกที่จะฮาเฮหน่อยสำหรับนักเรียน เป็นต้น มีร้านอาหารไทย 4 ร้าน นับว่าพอเพียง
ข้อเสียของเมืองคือ เมืองอยู่ไกลจากลอนดอนเข้าลอนดอนนั่งรถไฟ 4 ชม. ไป Edinburgh รถไฟ 1 ชม. กว่าๆ เมืองใหญ่ที่ใกล้ที่สุดคือ Newcastle ซึ่งก็ไม่ได้ตระการตาเท่า Birmingham หรือ Manchester
มหาลัยจะกระจายปนๆ ไปกับตัวเมือง คือตึกเรียนบางที่จะอยู่ใน City centre เลย สำหรับเด็กอังกฤษ (ถามเพื่อนคนอังกฤษมา) มหาลัยนี้เป็นที่สำหรับคนไม่ได้ offer Oxford Cambridge เพราะ requirement น้อยกว่า แต่ยังเป็นมหาลัยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน (คนอังกฤษบ้าประวัติศาสตร์ เช่น สิ่งก่อสร้างรวมไปถึงต้นไม้จะคงสภาพเดิมให้มากที่สุด เช่น ตึกบางตึกในลอนดอนยังมีรอบกระสุนปืนตอนช่วงสงครามโลก คงไว้ ไม่ซ่อม บ้านจะต่อเติมต้องของอนุมัติจาก town council ต้นไม้ใหญ่ห้ามโค่นแม้จะอยู่ในที่ดินของเรา แม้จะอยู่ตรงกลางที่ดินถ้าไม่โค่นก็สร้างบ้านไม่ได้ ก็ห้ามโค่น) และระบบมหาลัยที่นี่จะเลียนแบบ Oxford Cambridge เช่น มีระบบ college (จะอธิบายเพิ่มในส่วนของที่อยู่)

ที่อยู่และการเดินทางไปเรียนเป็นยังไงบ้าง?
นักเรียนที่นี่จะอยู่ตาม college โดย college เปรียบเหมือนหมู่บ้านนักศึกษา จะมีกิจกรรมของ college ที่มหาลัยนี้มีเพียง college เดียวที่รับนักเรียน ป.โท ล้วนคือ Ustinov college college อื่นจะมีนักเรียน ป.ตรี ปนด้วย ซึ่งไม่แนะนำเพราะ นักเรียน ป.ตรี ที่นี่ party หนักมาก ตีสามตีสี่วันศุกร์นี่ร้องเพลงสนั่น อาจรบกวนเราได้ ส่วนตัวคิดว่า Ustinov ดีที่สุดแล้ว เพราะใกล้ที่เรียน เดินไปได้ 20 นาที แต่มีข้อเสียคือค่อนข้างไกล city centre จะลำบากนิดหนึ่งเวลาซื้อของเข้าหอ แต่ก็มีรถเมล์ 1 ปอนด์ บริการ ไม่ลำบากสาหัสมากนัก Ustinov ใกล้ Business school ใกล้ Law school ใกล้ห้องสมุดใหญ่ Bill Bryson
Law school จะอยู่ตรง science site ซึ่งเป็นศูนย์กลางมหาลัย ตึกใหม่สวยงาม ติดห้องสมุด Bill Bryson แต่ Business school นี่สิ สร้างใหม่ ไปอยู่บนเขา เดินผ่านป่าไปเรียน แต่ใกล้ Ustinov college การไปเรียนถ้ามีเวลา 20 นาทีก็สามารถเดินได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ science site หรือ Business school
สำหรับคนเรียนด้าน Business บางคนจะได้ไปเรียน Queen campus ซึ่งไกลออกไป เดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเมลล์ นักเรียนส่วนมากจะอยู่หอใน Queen campus เลย แต่ส่วนมากจะเรียนที่ campus ใหญ่ นักเรียนที่เรียนที่ campus ใหญ่ ห้องเรียนจะอยู่สองที่คือ Business school กับ science site
นอกจากที่อยู่ตาม campus แล้ว ยังมีหอนอกของบริษัท CRM สองที่ และตามบ้านเช่า หอของ CRM จะมี St Margaret Flat และ Elvet Studio ที่แรกจะถูกกว่า แต่ห้องน้ำห้องครัวรวม manager ที่นี่ใจดีมาก เป็นคน Scotland อยากฝึกภาษาต้องลองไปคุยกับเค้าบ่อยๆ อีกที่คือที่ Elvet จะเพิ่งสร้างใหม่ เป็นห้อง studio ห้องน้ำห้องครัวในตัว ตัวแชงพักอยู่ที่นี่ ต้องระวังนิดนึงเพราะเค้า serious เรื่องการรักษาสภาพห้องมาก และอาจจะโดนหนักตอนออกจากหอ ถ้าไม่ทำความสะอาดก่อนออก หอจะหักเงินมัดจำที่จ่ายไว้ค่อนข้างแพง และจุดหักค่อนข้างจุกจิก เช่น สีถลอกผนังเท่าปลายหัวปากกาก็คิดเงิน แต่ถ้าไม่ได้ห้องใน college แนะนำว่าอย่าเพิ่งใจร้อน ให้จับมือกับเพื่อนๆ คนไทยเช่าบ้านอยู่จะดีกว่ามาก เพราะขนาดห้อง และราคา ถูกมาก

เพื่อนนักเรียนและ facilities ของ Business school เป็นยังไงบ้างคะ?
นักเรียนที่นี้ 80% มาจากจีน 10% จากยุโรป นอกนั้นคือเอเชียอื่นๆ รวมถึงไทย ดังนั้นการมีเพื่อนต่างชาติที่ไม่ใช่จีนเป็นเรื่องค่อนข้างยาก แล้วเราก็ไม่เคยเรียนหลักสูตร inter มาก่อน ต้องคิดก่อนพูดอังกฤษ(ฮ่าๆ) และการเรียนยังต้องพึ่งคนไทยช่วยอธิบาย ช่วยทำงาน คนยุโรปมาเรียน ป.โท จะโตเป็นผู้ใหญ่มาก และจริงจังมาก เช่น เวลางานกลุ่มเค้าจะไม่ยอมแยกแบ่งกันทำโดยอีกคนจะไม่รู้ว่าเพื่อนอีกคนทำอะไร ต้องมานั่ง discuss กันทุกขั้นตอน เพราะเค้าต้องการความรู้ (เจอแบบนี้มา 2 คน) เป็นสิ่งที่ดี แต่เรายังไม่ชิน และนักเรียนยุโรปบางคนจะวางตารางชีวิตเป๊ะๆ ตื่น 8 โมง อ่านหนังสือ 2 ชั่วโมง กินข้าว 1 ชั่วโมง ประมาณนั้น ไปเที่ยวเมื่อคืนกลับตีสาม เค้าก็ยังทำได้ ความรับผิดชอบสูงมาก แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวังกับการมีเพื่อนต่างชาติ ต้องเข้าร่วมกิจกรรมมหาลัยเยอะๆ เช่นทุกสัปดาห์ college จะจัดพาไปเที่ยว อย่าเกาะกับกลุ่มคนไทย จะได้พัฒนาภาษาอังกฤษและได้มีเพื่อนต่างชาติด้วย
โดยรวมก็เป็น business school ที่น่ามาเรียน ติดนิดนึงที่ facilities อย่างห้องคอม ของ business school (ต่อไปนี้จะขอเรียกว่าคณะ) ยังไม่พอเพียงกับจำนวนนักเรียนเท่าไหร่ หากว่าต้องใช้คอมของคณะเพราะต้องพึ่งโปรแกรมเพื่อดึงข้อมูลที่มี license

การเรียนการสอนของที่ Durham Business School ?
คณะนี้ส่วนมากจะสอบเอาคะแนน 100% วัดกันใน 2 ชั่วโมงเลยว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน บางวิชาซึ่งน้อย จะมีรายงาน เก็บคะแนน 20% ดังนั้นช่วงสอบจะเครียดมาก ช่วงเรียนจะสบายมาก สอบไม่ยากไม่ง่าย ไม่ออกตรงๆ เรียนหัวข้อน้อยกว่า ป.โท finance ที่ไทย แต่ออกสอบเวลาเขียนตอบต้องแสดงว่าเราเข้าใจถ่องแท้ ตอบไม่ละเอียดจะได้คะแนนประมาณ 50-60 จาก 100 การเรียนจะแบ่ง class เป็น 3 ประเภท คือ lecture, seminar และ practical
Lecture คือบรรยายสอน ถ้าไม่อ่านมาก่อนจะไม่รู้เรื่องว่าอาจารย์พูดอะไรอยู่เลย
Seminar คือการมา discuss ทำ assignment แต่ไม่เก็บคะแนน
Practical เป็น computer lab สำหรับบางวิชาที่ต้องใช้โปรแกรม เช่น วิชาวิจัย
lecture อาจารย์จะอธิบายไปเรื่อยเพราะอาจารย์ expect ให้เราอ่านมาก่อนแล้ว และเป็นการกระตุ้นให้เรา panic อ่านมาก่อนไปในตัว แต่ seminar กับ practical บางวิชาให้ ป.เอก มาสอน และบางคนไม่สามารถตอบคำถามนักเรียนได้ ส่วนอาจารย์ที่ดีๆจะออกแบบ module ได้เกี่ยวเนื่อง ทุกเรื่องที่อาจารย์สอนจะเกี่ยวเนื่องกัน เช่น วิชา mergers and acquisitions ซึ่งเป็นวิชาที่ชอบที่สุดวิชาหนึ่งเลย เพราะอาจารย์สอนดี ได้ความรู้มาก ทุก class ที่สอนจะเกี่ยวเนื่องกับงาน final assignment อาจารย์อธิบายทุกคำถาม อธิบายกระตุ้นให้คิดเอง
โดยรวมด้าน finance มหาลัย Durham นี้จัดว่าอยู่ใน rank ดีเนื่องจากมีอาจารย์ด้าน finance and economics ท่านหนึ่งเขียนงานวิจัยเก่งมาก แน่นมาก ไม่ว่าอ่าน journal ไหนจะเจอ cite ถึงอาจารย์ท่านนี้ และแน่นอน คนเรียน finance (finance & economics) จะต้องเรียนหนักเป็นพิเศษครับ
ลอนดอนเป็นเมืองที่มีสถานที่ให้ไปมากมาย เรียกได้ว่าสามารถไปได้ไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละอาทิตย์ เช่น museum ต่างๆ สวนสาธารณะ และตลาดในหลายๆย่าน บล็อกนี้เลยจะพาไปเที่ยวตลาดนึงในลอนดอน ซึ่งตลาดนี้เป็นตลาดชื่อดังแห่งนึงของลอนดอนที่ควรต้องไป ก็คือ Borough market เป็นตลาดที่มีของกินให้เลือกกินมากมายทั้งขนม อาหารคาว และอาหารที่เป็นร้านๆต่างๆ และยังมีผลไม้ ชีส และของกินอื่นๆหลากหลายให้เลือกซื้ออีกด้วย ตั้งแต่ตรงทางเข้าตลาดก็มีร้านอาหาร Italian อย่างร้าน Padella ที่ขายพวกเมนู pasta ต่างๆ เป็นร้านนึงเลยที่มีคนต่อแถวเข้าไปกินตั้งแต่ร้านเปิด ถ้าเป็นสาวก Italian pasta แล้ว ร้านนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน ส่วนของกินยอดนิยมในตลาดก็มีหลากหลายเลย แต่ที่พลาดไม่ได้ก็คือ oyster สดๆ ที่มีให้เลือกจากหลายแหล่งที่มา ราคาก็จะแตกต่างกันไป เลือกได้ตามความพึงพอใจเลย แล้วก็ยังมีเมนูจากหอยเชลล์ให้เลือกกินด้วยเช่นกัน แต่ถ้าอยากกินอาหารประจำชาติของชาวอังกฤษอย่าง fish and chips ที่ตลาดนี้ก็มีร้านดังประจำตลาดให้กินเช่นกัน แต่ถ้าไม่อยากกินอาหารทะเล ก็มีพวกแซนวิช เบอเกอร์ต่างๆให้เลือก และยังมีอาหารชาติอื่นๆอีกด้วย อาหารไทยก็มีที่ตลาดนี้เช่นกัน คือผัดไท และยังมีขนมไทยอย่างขนมครกให้ซื้อกินด้วย แต่ถ้าเป็นแซนวิชแล้ว ที่ขึ้นชื่อของตลาดนี้ก็คือ duck sandwich ที่เป็นแซนวิชไส้เนื้อเป็ดทอดฉีกเป็นเส้นๆ และยังมีเมนูแซนวิชสำหรับ cheese lover อย่าง cheese toast ที่ไส้แซนวิชนั้นมาจากชีสหลากชนิดมีหอมแดงแซม แล้วเอาไปปิ้งให้ขนมปังด้านนอกกรอบๆ ไส้ชีสละลาย เป็นเมนูที่เข้มข้นถึงชีสมาก กินมากๆก็อาจจะเลี่ยนได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีร้าน bread ahead ที่ขายขนมปังหลากหลาย และขายขนมอย่างบราวนี่ และโดนัทด้วย ที่อยากแนะนำให้ลองเลยก็คือโดนัท ที่จะมีหลายไส้ให้เลือก ขึ้นอยู่กับว่าที่ร้านจะทำรสอะไรมาบ้าง ที่เป็นรสประจำเลยก็คือวนิลา จุดเด่นของโดนัทร้านนี้คือไส้ให้เยอะมาก เรียกได้ว่าใส่ไส้ให้เต็มตัวโดนัท กัดไปแต่ละคำจะเจอไส้ตลอดเลย ส่วนเมนูเครื่องดื่มนั้นที่นี่จะมีร้านน้ำผลไม้คั้นสดๆให้เลือก และยังมีร้านที่ขายพวกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไวน์ เบียร์ และคอกเทลด้วย และถ้าเป็นคนชอบดื่มกาแฟที่ตลาดแห่งนี้มีร้านกาแฟชื่อดังของลอนดอนที่ต้องต่อแถวเพื่อซื้อชิมด้วยคือร้าน Monmouth coffee จะนั่งดื่มในร้านหรือจะ take away ก็ได้ ซึ่งกาแฟที่นี่เท่าที่ชิมจะขมกำลังดีและไม่เปรี้ยว และยังมีเมล็ดกาแฟคั่วแล้วให้เลือกซื้อกลับบ้านด้วยเช่นกัน
การเดินทางมา Borough market นี้ก็ไม่ยาก สามารถมาได้ทั้งทาง overground, tube และ bus โดยลงที่สถานี London Bridge โดยตลาดจะเปิดวันจันทร์ถึงวันเสาร์ตั้งแต่ 10.00-17.00 น. แต่วันเสาร์จะเปิดตั้งแต่ 8.00 น. และปิดวันอาทิตย์ แต่วันจันทร์และวันอังคารนั้นตลาดจะเปิดเพียงบางส่วน ด้วยเหตุนี้ถ้าอยากเดินได้ครบๆก็ควรไปวันพุธถึงวันเสาร์ และเมื่ออิ่มกับบรรดาของกินหลากหลายในตลาดแล้วก็สามารถเดินเล่นเพลินๆริมน้ำแถวๆ London Bridge ได้ด้วย